วันเสาร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2555

ร่มเงาป้องกันรังสียูวีไม่ได้


 บางคนคิดว่า อยู่ในร่มเงาของต้นไม้ ในรถยนต์ ใส่เสื้อแขนยาวก็หนีพ้น รังสียูวีได้ แต่เป็นเรื่องเข้าใจผิด

       ทั้งนี้ ศจ.เอคฮาร์ด ไบรบาร์ต จากสมาคมแพทย์ผิวหนังในเมืองฮัมบวร์ก ประเทศเยอรมนี กล่าวว่า การสวมใส่เสื้อผ้าฝ้ายแล้วตากแดดนาน ๆ ก็ไม่อาจป้องกันไม่ให้ผิวไหม้แดดได้ หากไปเที่ยวทะเล หรือต้องผจญภัยกับแสงแดดนาน ๆ ก็ควรสวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหนา หรือใส่เสื้อผ้าตัวหลวมโคร่ง แบบชาวเบดูอน เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก
      นอกจากนี้ พ่อแม่ก็ควรใส่ใจกับเสื้อของลูก ๆ ด้วยว่า เนื้อผ้ามีความหนาพอที่จะป้องกันแดดได้ แต่ถ้าเป็นเด็กเล็กจนถึงหนึ่งขวบ ก็ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดแรงกล้า หรือแม้แต่ซันบล็อก หรือโลชั่นน้ำนมกันแแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ ก็ไม่อาจป้องกันรังสียูวีตัวร้ายได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
      นอกจากนี้ การทาครีมกันแดดน้อยเกินไป และทาช้าเกินไปก็เป็นวิธีที่ผิด เราควรทาครีมที่ใบหน้าและไหล่ด้วย และทาครีมครึ่งหลอดทั้งตัว และต้องทาบ่อย ๆ หากไปเล่นน้ำทะเลสัก 20 นาที ก็ควรทาครีมกันแดดซ้ำอีก เพราะถึงแม้จะเป็นครีมกันแดดชนิดน้ำ แต่เมื่อเจอน้ำทะเลเค็ม ๆ ก็จะหลุดหายไปครึ่งหนึ่ง หรือแม้แต่ในรถรังสียูวีเอ ก็สามารถส่องทะลุกระจกได้ หากมีเด็ก ๆ ในรถก็ควรติดอุปกรณ์กันแดดไว้ที่กระจกด้านหลังรถด้วย

มื้ออาหารเพื่อสุขภาพสมอง

วิธีดูแลเส้นผมแบบเริ่ดๆๆ



ในยามที่เศรษฐกิจไม่สู้จะดีอย่างนี้ เรามาเริ่มต้นดูแลเส้นผมด้วยตัวเองกันดีกว่า กับ 7 วิธีที่จะทำให้ผมสวยเวอร์ และยังเป็นเป็นวิธีช่วยประหยัดงบประมาณในกระเป๋าอีกทางหนึ่งด้วย
    1. อย่าทำอะไรกับผมมากเกินไป      หลายคนอาจเคยเข้าสปาผมมาบ้างแล้ว จะสปาเพื่ออะไรก็ตาม จะเพื่อผ่อนคลายหนังศีรษะ หรือเพื่อเส้นผมเงางาม มันก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่ควรทำบ่อยเกินไป ยิ่งถ้าเราไปทำสี ดัด หรือยืดมาก ๆ เข้าแล้ว มันก็เป็นการทำร้ายเส้นผมขั้นรุนแรงโดยที่ไม่สามารถซ่อมแซมให้กลับสู่สภาพดีดังเดิมได้อีก นอกจากจะโกนผมทิ้ง แล้วรอวันเวลาที่มันจะงอกเงยขึ้นมาใหม่นั่นแหละ

    2. อย่ามองข้ามเรื่องของน้องหวี (เลือกดี ๆ ล่ะตัวเอง)       อันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม คือ การเลือกใช้หวี ก่อนอื่นให้เลือกใช้หวีซี่ห่าง เพราะว่าถ้าใช้เจ้าหวีซี่ถี่ ๆ เล็ก ๆ มันจะทำร้ายเส้นผมโดยทำให้เกล็ดผมฉีก และหนังศีรษะถลอกได้ ใครที่กระเป๋าหนักหน่อยให้เลือกใช้หวีที่เคลือบสาร Teflon จะดีกว่า (หลาย ๆ คนอาจคิดแค่ว่าเจ้า Teflon มีแต่เคลือบอยู่บนผิวกระทะเท่านั้น จริง ๆ แล้วเคลือบบนหวีก็มีนะ) หวีที่เคลือบสารดังกล่าวจะช่วยลดการเสียดสีของเส้นผม ลดปัญหาไฟฟ้าสถิตย์ โดยเฉพาะในยามที่อากาศแห้ง หรือผู้ที่มีผมแห้งมาก ๆ

    3. ห้ามหวีผมขณะที่มันเปียกเด็ดขาด      หลังสระผม แน่นอนว่ามันจะต้องเปียก และยุ่งเหยิงไปหมด บางคนอาจทนไม่ไหวอยากจะหวีให้มันเรียบ ๆ นั่นเป็นการกระทำที่ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง ขอย้ำ… ไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะเวลาที่เส้นผมเปียก คือช่วงเวลาที่ผมอ่อนแอมากที่สุด และไม่ควรทำอะไรกับมันมากในช่วงเวลานั้น ถ้าอยากจะสะสางความยุ่งเหยิงจริง ๆ ควรใช้เพียงนิ้วมือสางจากโคนผมมาปลายผมก็เพียงพอแล้ว หลังจากนั้นเมื่อผมใกล้แห้ง จึงหวีด้วยแปรงหวีผมคู่ใจของคุณได้

    4. ห้ามทำให้ผมแห้งด้วยลมร้อนจัดจากไดร์เป่าผม      ด้วยความเคยชิน บางคนอาจไดร์ผมด้วยลมร้อนทันทีหลังสระ ซึ่งเป็นอันตรายต่อเส้นผมเอามาก ๆ เลย เพราะอุณหภูมิที่สูงจัด สามารถทำลายเส้นผม และทำให้น้ำหล่อเลี้ยงเส้นผมต้องสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว เมื่อสูญเสียความชุ่มชื่นของผมไปแล้ว ผลที่เกิดขึ้นก็คือ ผมของคุณจะเสีย และเปราะหักได้ง่าย วิธีที่ดีที่สุดในการถนอมผมก็คือไดร์ผมด้วยลมอุ่น ๆ หรือไม่ก็ลมธรรมดาจะดีที่สุด
    5. ควรชโลมครีมนวดผมทันทีหลังสระ      ครีมนวดบางตัวมีส่วนผสมของซิลิโคน ซึ่งมีข้อดีตรงที่มันจะช่วยปกป้องเส้นผมจากการถูกทำร้าย และยังช่วยซ่อมแซมสภาพผมให้ดีขึ้นมาได้ด้วยนะคะ

    6. ควรใช้ทรีตเมนท์บำรุงผมสูตรเข้มข้นสัปดาห์ละครั้ง      บำรุงผมด้วยทรีตเมนท์ชนิดเข้มข้น เหมาะสำหรับเส้นผมที่ต้องการการบำรุงอย่างล้ำลึก โดยเฉพาะผมที่ผ่านการดัด ทำสี หรือยืด โดยปกติจะหมักทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที โดยมากมีสองประเภทให้เลือกใช้ คือสูตรน้ำมัน และสูตรโปรตีน ซึ่งแนะนำให้ใช้แบบโปรตีน เพราะมันเข้มข้นกว่า ซึมเข้าสู่เส้นผมได้ดีกว่า ในขณะที่สูตรน้ำมันเหมาะสำหรับผมที่ผ่านการยืด หรือทำรีบอนด์มาแล้ว

    7. ควรตัดเส้นผมส่วนที่เสียทิ้ง      ผู้คนส่วนมากไม่ชอบที่จะตัดผมส่วนที่เสียออกไป เพราะเสียดายเส้นผมอันเป็นที่รักที่สู้อุตส่าห์เลี้ยงดูฟูมฟักมานมนาน ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ให้ตัดใจเล็มผมส่วนที่เสียจะดีกว่า เพราะผมที่เสียแล้วย่อมไม่มีประโยชน์อะไร แถมยังจะทำให้จัดแต่งทรงผมทำได้ยากอีกด้วย

ผิวขาดน้ำ..สาเหตุของการเกิดริ้วรอยก่อนวัย

ร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 70% เป็นสิ่งที่เราเรียนรู้กันมาตั้งแต่ประถม หากร่างกายขาดน้ำ จะส่งผลกระทบกับการทำงานของระบบต่าง ๆ อีกทั้งยังทำให้ผิวพรรณแห้ง หยาบกร้านและยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอยก่อนวัย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าผิวเราขาดน้ำ เรามีวิธีเช็คสภาพผิวหน้าง่าย ๆ มาฝากกันค่ะ


 1. ใช้ปลายนิ้วกดหรือยกผิวหนังบริเวณโหนกแก้มเบา ๆ คอยสังเกตว่าเกิดรอยแห้งบนผิวที่กดลงไปหรือไม่ ซึ่งรอยแห้งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงสภาพผิวหน้าของเราว่าขาดน้ำมากน้อยแค่ไหน

      2. ความมันที่ปรากฏบนผิวหน้า เราไม่สามารถใช้เพียงน้ำมันเป็นตัวตัดสินสภาพของผิวหน้าได้ คนที่หน้ามันเงา จนแทบจะทอดไข่ได้ในแต่ละวัน ลองสังเกตดูว่า ผิวหน้าที่มันนี้แลดูแห้งกร้าน ไม่เรียบ มีริ้วรอยหรือไม่ เพราะความมันส่วนเกินบนใบหน้าอาจจะเกิดจากสภาพผิวที่ขาดน้ำ จนผิวหน้าต้องผลิตน้ำมันออกมาเพื่อหล่อเลี้ยงผิวแทนก็ได้นะ

       สำหรับการดูแลผิวที่ขาดน้ำ ก็ใช้หลักการไม่ยาก ในเมื่อขาด เราก็จัดการเติมน้ำส่วนที่ขาดให้กับผิวเราเสียสิคะ แน่นอนว่าเรามีวิธีการเติมน้ำให้ผิวมาฝากกัน

      1. หลักการพื้นฐานในการพื้นฟูสภาพผิวที่ขาดน้ำ คือ การดื่มน้ำ แม้จะมีกูรูบางท่านออกตัวว่าลองกับตัวเองแล้วพบว่าการดื่มน้ำไม่ได้ทำให้ผิวชุ่มชื่นขึ้น แต่จากการวิจัยมีผลการทดสอบที่สามารถยืนยันได้ กับเด็กฝาแฝดคนที่ดื่มน้ำน้อยกับคนที่ดื่มน้ำเพียงพอ ผลปรากฏว่าคนที่ดื่มน้ำน้อยจะมีผิวแห้งกร้านกว่าคนที่ดื่มน้ำเพียงพอ เพราะฉะนั้นนี่คือกฎพื้นฐานของสาว ๆ ที่จะต้องจำไว้เพื่อดูแลตัวเอง

      2. ใช้ครีมบำรุงผิวหรือมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีคุณสมบัติในการเติมน้ำให้กับผิวชั้นใน ประเภท Hydrate ทั้งหลาย เพราะหากเลือกเติมน้ำเฉพาะผิวชั้นนอก จะทำให้ใบหน้าของเราดูมันวาวมากเกินไป สำหรับสาว ๆ ที่ผิวมันเพราะผิวขาดน้ำไม่ต้องกลัวว่าใช้แล้วหน้าจะยิ่งมันมากขึ้น เพราะเมื่อผิวของเราชุ่มชื่นแล้ว การผลิตน้ำมันส่วนเกินบนใบหน้าก็จะลดลง ทำให้ผิวหน้าของเราลดความมันลงได้

      3. พักผ่อนให้เพียงพอ ลดการนอนในห้องแอร์ที่ทำให้ผิวสูญเสียน้ำและแห้งกร้านได้ง่าย ซึ่งการนอนไม่เพียงพอในแต่ละวันจะทำให้ผิวหน้าของเราดูแก่ก่อนวัย แลดูเหนื่อยล้าได้

กินมังสวิรัติ...ช่วยลดน้ำหนักได้ผลจริงมั้ย



ต้องกินให้เป็นคือ กินโปรตีนด้วย โปรตีนจากพืช เช่น เต้าหู้ ถั่วงอก ถั่ว ผักจำพวกผักงอก อย่างเช่น โตเมี้ยว (ถั่วลันเตาเพาะแบบถั่วงอก) หรือที่กำลังฮิตคือ ต้นอ่อนบรอคโคลี ความที่มันเป็นต้นอ่อน จึงมีโปรตีนและสารอาหารอัดแน่น เราต้องพยายามศึกษาว่าแหล่งโปรตีนจากพืชมีอะไรบ้าง
      อีกแหล่งคือ คีนวา หน้าตาเหมือนลูกเดือย ต้มกินอย่างเดียวกัน เป็นพืชที่มีโปรตีนสูงและมีกรดอะมิโนครบ เอามาต้มกิน ผัดผัก หุงกินพร้อมข้าว หรือกินไข่ขาว ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนราคาถูก
      ถ้ากินมังสวิรัติแล้วกินไม่ถูกวิธี ขาดโปรตีน กินแต่แป้ง ก็จะอ้วนเหมือนกัน เช่นเดียวกับเวลากินเจ จริงๆ แล้วต้องถามแม่ค้าว่าอาหารทำจากอะไร ถ้าทำจากหมี่กลึง ควรหลีกเลี่ยง หมี่กลึงคือแป้ง เพราะฉะนั้นถ้าเราไปกินราดหน้าเจแล้วหมูที่เห็นทำมาจากหมี่กลึง แปลว่าเรากินแป้งล้วนๆ เวลากินถามเลยว่า “ทำมาจากหมี่กลึงรึเปล่า” เขาจะได้ไม่รู้ว่าเราหลอกถาม

วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2555

กลูต้าไธโอน....ขาวแฝงรึป่าว..ไปดูกัน

ผิวสวยขาวใส เปล่งประกายเหมือนดารา คุณคงเคยผ่านตาไปกับคำกล่าวอ้างทำนองนี้มาแล้วใช่ไหมครับ เพื่อเชิญชวนก้าวสู่ประตูผิวขาวใส ที่ตามติดมาก็คือคำเชิญชวนให้ทดลองหากลูต้าไธโอนมาใช้กินหรือฉีดเพื่อให้ได้ดังฝันนั้น แต่คุณแน่ใจแล้วหรือว่าคูณรู้จักมันจริงๆ ไม่ใช่โดนหลอกให้ซื้อมากินอย่างเปลืองเงินเสียปล่าว วันนี้เราจะมาเล่าความจริงทางการแพทย์ของเจ้าสารตัวนี้ ให้คุณๆได้รับทราบ

ในร่างกายคุณมีกูลูต้าไธโอนอยู่แล้ว

คุณคงรู้จักหมู่อาหารโปรตีนได้แก่ เนื้อสัตว์ นม อยู่แล้วใช่ไหมครับ ตอนเรียนวิทยาศาสตร์คงจำได้ว่าถ้าเปรียบโปรตีนเป็นรถไฟขบวนยาวๆก็จะมีกรดอะมิโนเป็นโบกี้เล็กๆที่มาเชื่อมต่อกัน ถ้าจำได้แล้ว เราก็อยากจะบอกว่าเจ้าสารที่เรียกว่า กลูต้าไธโอน Glutathione นี้จริงๆแล้วมันคือโปรตีนชนิดหนึ่ง แต่เป็นอณูโปรตีนที่ไม่ยาวมากนักที่เกิดจากอะมิโน Amino Acid 3 ชนิดมาประกอบกันคือ Cysteine Glutamate และ Glycine

จะแปลกใจไหมว่าถึงแม้นคุณไม่ซื้อหามากิน เจ้ากลูตาไธโอนสามารถสังเคราะห์โดยเซลล์ในร่างกายของเราเองจากกระบวนปฏิกิริยาชีวเคมีในทุกเซลล์ทั่วๆไป แต่จะพบได้มากที่สุดที่ตับของเรา 
ถ้าร่างกายขาดกลูตาไธโอน จะเกิดอะไรขึ้น?

จุดเริ่มต้นทางการแพทย์ เราพบว่าการขาดสารตัวนี้จะเกิดปัญหาทางสุขภาพในคนไข้หลายๆราย เช่นคนไข้ที่เป็นโรคตับเรื้อรังอยู่แล้วพอมีการลดลงของกลูตาไธโอนนี้เกิดในเซลล์ตับ Hepatocyte จะมีโอกาสทำให้เกิดตับไม่ทำหน้าที่ ถ้าขาดมากๆจะทำให้เกิดตับวายและเสียชีวิตได้ในที่สุด และในคนไข้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่ปกติ หรือเกิดเนื้อร้าย มะเร็ง รวมทั้งโรคเอดส์ พอขาดสารกลูตาไธโอนอย่างเรื้อรัง กลับเร่งให้เกิดให้อาการโรคเหล่านี้แย่ลงไปอีก จึงมีการวิจัยศึกษาเจ้าสารตัวนี้อย่างจริงจัง
หน้าที่หลักของกลูต้าไธโอน
เราได้พบความจริงว่าร่างกายของเราสร้างสารนี้ขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่
1. กำจัดพิษ Detoxification สารนี้เป็นสาร co-factor จะช่วยสร้างเอ็นไซม์ชนิดต่าง ๆ ในร่างกายโดยเฉพาะเอนไซม์ที่ชื่อว่า Glutathion-S-Transferase ใน Phase I Enzymatic Detoxification Pathway ที่เป็นขบวนการกำจัดพิษออกจากร่างกายโดยมันจะไปเปลี่ยนสารพิษชนิดที่ไม่ละลายในน้ำแต่ละลายในน้ำมันได้ดี เช่น พวกโลหะหนัก สารระเหย ยาฆ่าแมลง ยาบางชนิด ให้เป็นสารที่ละลายน้ำได้ดีขึ้นและง่ายต่อการกำจัดออกจากร่างกายในที่สุด นอกจากนี้ยังช่วยปกป้องตับของคุณไม่ให้โดนทำลายจากแอลกอฮอล์จากเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ที่คุณดื่มมากเกินไป การได้รับยาพาราเซตามอลมากเกินขนาดในการรักษา Overdose สารพิษที่ผสมในบุหรี่ที่คุณสูดดมเข้าไป
2. ต่อต้านอนุมูลอิสระ Antioxidant สารนี้มีคุณสมบัติเป็นสารต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่นที่เกิดขึ้นระดับเซลล์ Mitochondrial Antioxidant โดยจะทำงานร่วมกับวิตามินซีและอีไปปกป้องเนื้อเยื่อของอวัยวะทุกส่วนไม่ให้เสื่อมสภาพเร็วเกินไป โดยการไปต่อต้านอนุมูลอิสระที่อาจเกิดมากและสะสมอยู่ตามอวัยวะต่างๆ
3. กระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกาย Immune Enhancer โดยไปกระตุ้นการทำงานของเอ็นไซม์หลายชนิดเพื่อให้ร่างกายสามารถต่อต้านสิ่งแปลกปลอมต่างๆ รวมถึงเชื้อแบคทีเรียและไวรัส ทำให้อาการโรคติดเชื้อต่างๆหายๆได้เร็วยิ่งขึ้น
4. หน้าที่สำคัญอื่นๆ เช่นสารนี้ช่วยสร้างและซ่อมแซม DNA และสังเคราะห์โปรตีนชนิดอื่นๆช่วยให้เม็ดเลือดแดงมีความแข็งแรง ช่วยเร่งการซึมผ่านของสารอาหารเข้าสู่เซลล์ ช่วยปกป้องดีเอ็นเอของเซลล์ไม่ให้ถูกทำลาย
ทางการแพทย์เราใช้กลูต้าไธโอนเพื่อการรักษามานานแล้ว 
ความจริง ในทางเภสัชวิทยาเราได้มีวิจัยเพื่อนำสารนี้มาเป็นใช้เป็นการรักษาโรค ตัวอย่างเช่น
·         การสารนี้มาใช้กับรักษาโรคระบบเส้นประสาทบกพร่อง ได้แก่ โรคพาร์กินสัน โรคอัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อม โรคปลายเส้นประสาทอักเสบ
·         ใช้ในการบำบัดเบื้องต้นสำหรับมะเร็งบางชนิด เช่นมะเร็งกระเพาะ และมะเร็งต่อมลูกหมาก
·         รักษาพิษจากการได้รับยาพาราเซตามอลเกินขนาด
·         ใช้เสริมควบคู่ไปกับการรักษาโรคไขมันอุดตันที่ผนังหลอดเลือด Atherosclerosis โรคหลอดเลือดหัวใจ Coronary Artery Disease
·         โรคเบาหวาน ปอดทำงานผิดปกติ สูญเสียการได้ยินเนื่องมาจากเสียงดังมาเกินไป ผู้ชายที่เป็นหมัน ป้องกันการได้รับสารพิษหรือบำบัดอาการที่ได้รับสารพิษให้คืนสภาพได้เร็วมากกว่าเดิม เป็นต้น
ผลเสียของกลูต้าไธโอน
1. ถ้ากินไปนานๆ โดยไม่พักซัก 6 เดือน จะมีผลต่อตับ และ 
2. เมื่อไรที่เราหยุดกิน จะสังเกตุได้ว่า เรามักจะดำกว่าเดิม 
นั่นเป็นเพราะ เม็ดสีถูกกดการทำงานไว้ ขณะที่เรากินพวกกลูตา พอเราหยุดกิน ผิวจะไวต่อแดด  ที่เป็น กระ จะเป็นมากกว่าเดิ
ภูมิใจในสิ่งที่เป็นอยู่ หรือจะเอา ตายไม่กลัว กลัวไม่ขาว 







วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

มะเขือเทศแดง...ประโยชน์เพียบเลย






มะเขือเทศ 
จัดเป็นผลไม้ (หลายคนคิดว่าน่าจะเป็นผักมากกว่า) ที่คู่กับความสวยความงามของผู้หญิงมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ทั้งการบำรุงภายนอกและการกินเพื่อให้สวยจากภายใน ซึ่งประโยชน์จากมะเขือเทศ ก็มีมากมายจริงๆ ที่คุณแม่ตั้งครรภ์ไม่ควรมองข้ามหรือเขี่ยทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย



สีแดงในมะเขือเทศ มีดีอย่างไร
ที่มะเขือเทศมีสีแดง เพราะมีสารไลโคฟีนหรือแคโรทีนอยด์ ซึ่งช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิด ในมะเขือเทศยังมีโพแทสเซียม เบต้าแคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี และให้พลังงานต่ำ (ไม่อ้วนแน่นอน)


สิ่งที่ทำให้มะเขือเทศเป็นผลไม้คู่ความสวยงาม
เป็นเพราะว่า มะเขือเทศผลกลางๆ 1 ผล มีวิตามินซีครึ่งหนึ่งของส้มโอทั้งผล และมีวิตามินเอ 1 ใน 3 ของวิตามินเอทั้งหมดที่ร่างกายต้องการใน 1 วัน

ผลการพิสูจน์ประโยชน์จากมะเขือเทศ
* ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา จึงนำไปใช้เป็นยารักษาโรคบริเวณปากที่เกิดจากเชื้อราได้
* สารไลโคฟีน ลดการเกิดมะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมากได้ (ฝากบอกถึงคุณพ่อบ้านว่า การกินมะเขือเทศ 10 ครั้ง : สัปดาห์ ช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้ 45%)
* มีกรดอะมิโนที่ชื่อ กลูตามิค เป็นกรดที่ช่วยเพิ่มรสชาติอาหาร (ทำให้เจริญอาหารได้เป็นอย่างดี เป็นตัวเดียวกับที่อยู่ในผงชูรส)
* มะเขือเทศที่อุดมไปด้วยวิตามินซีและเอช่วยให้ผิวพรรณสดใสจากภายใน เลือดไหลเวียนดี แต่ถ้าอยากให้ผิวหน้าอ่อนนุ่ม ชุ่มชื่นก็ฝานบางๆ และนำมาแปะไว้บนใบหน้าสัก 15 นาที หรือจะคั้นน้ำสดๆ มาทาหน้า จะช่วยลดริ้วรอยได้ค่ะ